สถิติ
เปิดเมื่อ1/01/2017
อัพเดท19/03/2017
ผู้เข้าชม4502
แสดงหน้า6950
บทความ
บทความทั่วไป
มนุษย์แม่ชวนคุย - บนเส้นทางสายนมแม่ และอาหารเสริมวัยก่อนขวบ
"การเลี้ยงลูกแบบฝรั่ง" ที่น่ารักๆ
วิธีแก้...ลูกติดทีวีและสื่อออนไลน์...ในยุคสังคมสมัยใหม่
10 ภัยร้าย...เมื่อลูกน้อยติดทีวีและสื่อออนไลน์
การนอนเปล...จำเป็นหรือไม่?
มาเสริมสร้าง EQ ให้ลูกกันเถอะ
ลูกรัก...กับเครื่องสำอางค์
เคล็ด(ไม่)ลับสอนลูกให้หัดพูดตามวัย
พัฒนาการ
เรื่องฟัน...ของลูกน้อย
ว่าด้วยเรื่อง " ผิวหนัง " อันบอบบางของลูกน้อย
การดูแลสุขภาพของลูกน้อย และการเจ็บป่วยในเด็ก
ขั้นตอนการตรวจสุขภาพก่อนการเตรียมพร้อมจะมีบุตร
การเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์
คุณแม่มือใหม่เริ่มตั้งครรภ์
วางแผนมีน้อง...ต้องใส่ใจ
แรกเกิด-4ขวบ
วิธีฝึกให้ลูกหย่านม
วิธีการฝึกลูกให้เลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป
ทำไมกลางคืนลูกนอนดึก
อาหารฝึกเคี้ยวสำหรับเด็กวัย 6 เดือนขึ้นไปจำเป็นหรือไม่...?
เมื่อลูกน้อย "ติดดูด" ควรทำอย่างไร?
หัวแบน หัวทุย ก็คุยกันได้
คุณแม่มือใหม่...กับความสัมพันธ์ครอบครัวหลังคลอด
คุณแม่มือใหม่...กับทางเลือกในการเลี้ยงดูลูกน้อย
การดูแลตนเองภายหลังจากการคลอด
วิธีเลือกซื้อขวดนม เพื่ออนามัยของลูกน้อย
สิ่งที่แม่ทุกคนต้องเป็น และความกังวลต่างๆ
ลูกน้อย...กับของเล่นในช่วงขวบปีแรก
การแพ้อาหาร...กับลูกน้อย
อาหารเพื่อลูกน้อยช่วงครึ่งขวบหลัง ( 6-12 เดือน )
การเลี้ยงดูลูกน้อยช่วงครึ่งขวบหลัง ( 6-12 เดือน )
ขั้นตอนแสนง่ายในการอาบน้ำให้ลูกน้อย
การอาบน้ำให้ลูกน้อยนั้น...สำคัญไฉนหนอ...?
เมื่อลูกน้อยพร้อมที่จะออกผจญภัยในโลกกว้าง
ผ้าอ้อม กับ ลูกน้อย
ข้อควรระวังและปฏิบัติเกี่ยวกับการนอนร่วมกันของคุณแม่และลูกน้อย
การลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดความไม่ปลอดภัย ในขณะเวลานอนหลับ
ลูกน้อย...กับการนอนหลับ
เมื่อลูกน้อยร้องไห้ และการปลอบโยน
อาหารช่วยเพิ่มน้ำนมแม่
การเลี้ยงลูกด้วย " น้ำนมแม่ "
5 ขวบขึ้นไป
ปฎิทิน
August 2017
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
  
สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

เคล็ด(ไม่)ลับสอนลูกให้หัดพูดตามวัย

อ่าน 87 | ตอบ 0

เคล็ด(ไม่)ลับสอนลูกให้หัดพูดตามวัย
          หลากวิธีง่ายๆ ที่พ่อแม่มักใช้ในการสอนลูกเพื่อการฝึกพูด และเพื่อสร้างพัฒนาการตามวัยของลูกน้อย ซึ่งปกติโดยทั่วไปคุณพ่อคุณแม่มักมีความกังวลในเรื่องของพัฒนาการในการพูดของลูกน้อยซึ่งไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าลูกน้อยควรเริ่มพูดได้ตอนที่อายุเท่าไหร่กันแน่ และประสบการณ์ของผู้รู้แต่ละคนที่เราขอคำปรึกษาก็ไม่เหมือนกันทำให้คุณแม่มือใหม่สับสนระหว่างช่วงขวบปีที่ลูกสามารถเริ่มในการสอนที่จะฝึกพูดได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วในการฝึกให้ลูกเป็นเป็นคนมีพัฒนาการในการพูดได้เร็วนั้น โดยความจริงแล้วคุณแม่ควรจะเสริมสร้างและปลูกฝังทักษะการพูด โดยเริ่มตั้งแต่การตั้งครรภ์เดือนแรก เพื่อที่จะสร้างความคุ้นเคยในการพูดระหว่างคุณแม่และลูกน้อย แม้เขาจะอยู่ในครรภ์ก็สามารถที่จะสอนเขาในเรื่องต่างๆได้ โดยจากผลสำรวจของเด็กส่วนใหญ่ เด็กจะมีพัฒนาการในช่วงการเริ่มพูดคำแรกแบบสั้นๆนั้น จะอยู่ในช่วง 11 เดือนแรกด้วยอัตราส่วนถึง 1 ใน 6 ของพ่อแม่ทั้งหมดเผยว่าลูกเขามีปัญหาในเรื่องการพูด ซึ่งอาจเป็นเรื่องวิตกสำหรับแม่มือใหม่บางคน และเด็กบางคนอายุถึง 3 ขวบแล้วก็ยังไม่สามารถที่จะพูดเป็นประโยคได้ บทความนี้จึงเป็นบทความที่ให้คุณแม่มือใหม่เรียนรู้ถึงวิธีการฝึก และวิธีการสอนลูกเพื่อหัดพูดได้อย่างถูกต้อง และตามทันพัฒนาการของเขาอย่างน้อยให้เท่ากับเด็กทั่วไป.

เคล็ด(ไม่)ลับที่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักใช้ฝึกลูกน้อยให้หัดพูดแบบได้ผล
    1.) ฝึกคุยกับลูกตั้งแต่อยู่ในท้อง ในครั้งแรกนับตั้งแต่ที่คุณแม่
ทราบว่าได้มีการตั้งครรภ์ คุณแม่จำเป็นจะต้องใส่ใจในเรื่องของการดูแลลูกน้อย โดยเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต่างๆที่ได้พบเจอในแต่ละวัน เหตุผลเพราะว่าลูกในครรภ์เป็นคนที่อยู่กับเราตลอดเวลา ถึงแม้ช่วงเดือนแรกตามหลักแพทย์เขาจะยังไม่เป็นรูปเป็นร่างหรือร่างกายเพิ่งเริ่มต้น แต่สิ่งที่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแม่และเขาได้ ก็คือการรับรู้ถึงการเอาใจใส่และความรู้สึกที่คุณแม่มีต่อลูกน้อย ซึ่งคุณแม่ควรใช้วิธีการพูดคุยกับเขาโดยการใช้มือลูบที่ท้องเบาๆในทุกครั้งที่มีการพูดคุยกับเขา สิ่งเหล่านี้เองจะเป็นการกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อย รวมถึงเป็นการคลายเครียดของคุณแม่กับลูกน้อย ทำให้คุณแม่ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าหลังการคลอดได้.
     2.) หลักของการเรียนรู้ร่วมกัน ในแต่ละวัน คุณพ่
อและคุณแม่ควรให้ลูกเรียนรู้ภาษาในชีวิตประจำวันไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นศัพท์ภาษาต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวันถึงแม้เขายังจะพูดไม่ได้แต่เขาสามารถที่จะเรียนรู้และเลียนตามเสียงได้ จากคำพูดที่ออกมาจากปากของคุณแม่ เพื่อที่จะเลียนเสียง และให้ออกเสียงชัดเจนในที่สุด.
     3.) ใช้การสอนเป็นสื่อ แม่และลูกจะสนุกกับการเรียนรู้ 
และสนใจสิ่งรอบข้าง เมื่อพ่อแม่สอนลูกด้วยความสนุกในการฝึกพูด ซึ่งพ่อแม่ต้องเข้าใจก่อนว่า เด็กเล็กนั้นเมื่อเขาได้เสียงและจังหวะดนตรีเขาจะชอบมาก ดังนั้นการใช้ของเล่นที่มีการเล่นโน๊ตเสียงสูงต่ำเป็นจังหวะนั้น จะเป็นที่สนใจของพวกเขาอย่างมากคุณแม่อาจอาศัยจังหวะเหล่านี้ในการฝึกใส่คำพูดไปด้วย แล้วยังรวมไปถึงเสียงของสัตว์ต่างๆที่เด็กๆชอบ ดังนั้นคุณแม่สามารถให้สิ่งเหล่านี้เป็นอุปกรณ์ในการเสริมการกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้เป็นอย่างดี หรืออาจใช้วิธีให้เขาฟังเพลงเยอะๆ หรืออาจจะเป็นเพลงที่เป็นเพลงในรูปแบบของการเล่านิทานประกอบ หรือเพลงแนว nursery rhymes ที่หาได้จากสื่อออนไลน์ง่ายๆช่น Youtube และเหมาะสมสำหรับเด็กในวัยนี้ก็ได้เช่นกัน.

    4.) เน้นการ
พูดซ้ำเพื่อฝึกการย้ำคำให้เขาเข้าใจ เมื่อพ่อแม่พูดคำใดคำหนึ่ง และย้ำบ่อยครั้งนั้น แน่นอนว่าลูกจะสามารถซึมซับแล้วก็เรียนรู้คำเหล่านั้นได้ตามที่คุณแม่ตั้งใจ แต่น้ำเสียงนั้นพยายามอย่าดุดันหรือที่เรียกร้องบังคับให้ลูกให้พูดได้ในทันที และไม่ควรพูดซ้ำมากจนเกินไป มิเช่นนั้นนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วอาจกระทบกับจิตใจของลูกด้วย ทำให้เขากลัวที่จะหัดพูด. 
       5.) ส่งสายตาเพื่อสื่อกับลูกน้อยตลอดเวลาในขณะสอนเขา ภาษาที่
ดีและได้ผลนั้นพ่อแม่ควรใช้ภาษาทางสายตาเวลาพูดกับลูกน้อย และพยายามมองหน้าเขาตลอดเวลาระหว่างที่ฝึกการพูดเพื่อที่จะเรียนรู้อารมณ์ของเขาและช่วยในการสื่อสารง่ายมากขึ้นด้วย อีกทั้งเป็นการสร้างการรับรู้ถึงความห่วงใยที่เขาสัมผัสได้จากสายตาคุณแม่อีกด้วย.
        6.) สอนด้วยการลงมือทำ ศัพท์บางคำเด็กๆอาจจะไม่เข้าใจถึงความหมายหรือสิ่งที่แม่พยายามอธิบายดังนั้นการสอนพร้อมกับสิ่งที่เขาสามารถสัมผัสได้เช่นเรื่องกินเรื่องความรู้สึกร้อน หนาว เย็น รวมไปถึงกิริยาต่างๆ เพราะแม่ก็สามารถสั่งให้เขาพูดตาม เพื่อง่ายต่อการเข้าใจมากขึ้น.
        7.) คำที่สอนต้อง สั้
น กระชับ และได้ใจความ โดยธรรมชาติของเด็กที่มีอายุไม่เกิน 3 ขวบนั้นไม่สามารถพูดได้เป็นประโยคและก็คงไม่เหมือนผู้ใหญ่แน่นอน พวกเขาพูดได้เพียงคำสั้นๆ บางคำอาจจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเสียด้วยซ้ำไป ดังนั้นสิ่งที่คุณแม่ควรทำก็คือ เมื่อเขาพูดอะไรออกมา ลองถามเขาดูเพื่อให้เขาเกิดความมั่นใจ เมื่อเราเข้าใจภาษาของเขามากขึ้นก็ชวนคุยต่อ วิธีนี้จะยิ่งทำให้ลูกมั่นใจและกล้าฝึกพูด แล้วต้องพูดเก่งขึ้นอย่างแน่นอน. 

         8.) ต้องให้โอกาสลูก หลั
งจากที่พ่อแม่สอนให้ลูกหัดพูดด้วยเทคนิคต่างๆแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ พ่อแม่ต้องให้เวลาเขาในการเรียนรู้ด้วย ไม่ใช่สอนอย่างเดียวจนลูกน้อยไม่สามารถทำได้ และลูกไม่สามารถพูดได้ในทันที เพราะลูกน้อยก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป เขาต้องการเวลาในการปรับตัว และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ดังนั้นเมื่อพ่อแม่พูดแล้ว ต้องให้เวลาเขาสักพักในการพูดตามหรือตอบกลับ เป็นต้น.
        9.) ใช้สื่อเกมในการสอน หากลูกอยู่
ในวัย 2 ขวบขึ้นไป คุณแม่ควรหาเกมในเชิงบวกที่ทำให้เกิดการคิดเล่นกับลูก ซึ่งระยะเวลาที่เล่นด้วยกันพ่อแม่ลูกนั้น เขาจะเรียนรู้ภาษาจากพ่อแม่ และเข้าใจภาษานั้นได้ง่ายขึ้นตามลำดับ และเป็นวิธีการเรียนรู้ของเขาที่มีทั้งความสนุกและความง่ายดายกว่าวิธีอื่นอีกด้วย.
         10.) สอนด้วยนิทานที่อ่านง่าย นิทานแสนสนุกและอ่านง่
าย ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับครอบครัวที่กำลังมีลูกวัยซน แต่นิทานแต่ละเล่มนั้นก่อนที่จะซื้อพ่อแม่ควรคำนึงก่อนว่าลูกอายุเท่าไหร่ และจุดประสงค์ของนิทานนั้นคืออะไร ลักษณะของลูกเราสนใจภาพมากน้อยแค่ไหน รวมถึงสามารถที่จะเข้าใจได้หรือไม่ คุณแม่ครซื้อนิทานที่เน้นภาพและเน้นสีสัน ไม่ใช่เน้นเนื้อหา ซึ่งนิทานนี้เองที่จะกระตุ้นพัฒนาการของเขาได้เป็นอย่างดี และสิ่งที่สำคัญที่สุดควรเป็นนิทานที่มีเนื้อหาสั้น กระชับ และได้ใจความ เน้นการเรียนรู้ได้ง่าย อีกทั้งยังสร้างนิสัยรักการอ่านให้ลูกอีกด้วย.
          11.) หยุด!เพื่อสอนลูก ทั้งพ่อและแม่
ส่วนมาก มักมองข้ามสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ทุกครั้งที่พาลูกไปเที่ยวนอกบ้าน และลูกๆมักจะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็น แต่พ่อแม่กลับไม่ใช้โอกาสนั้นในการสอนเขาว่ามันคืออะไร หรือเรียกว่าอะไร ดังนั้นการพาลูกไปที่ไหนก็ตาม ควรฝึกสอนและอธิบายให้เขาเข้าใจ โดยการหยุดเดิน หรือการหยุดพูด หยุดรถ แล้วพูดคุยกับเขาซึ่งใช้สิ่งที่สนใจนั้นในการกระตุ้นเช่นการไปเที่ยวสวนสัตว์ต่างๆ หรือการไปช้อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ควรอธิบายเขาว่าสิ่งสิ่งนั้นคืออะไร สิ่งนี้เรียกว่าอะไร เพื่อที่จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ของเขา.
          12.) หลีกเลี่ยงวิธีการใช้ทีวีและสื่อออนไลน์เป็นเพื่อน ข้อห้ามเด็ดขาดสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กทั้งหลายนั้นก็คือ ห้ามให้มีการใช้มือถือเป็นเพื่อนลูก หรือ ห้ามให้มีทีวีเป็นเพื่อนลูกเด็ดขาด เพราะจากการวิจัยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกแล้วว่า การที่มีทีวีเป็นเพื่อนลูกนั้น ทำให้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกพูดช้ากว่าปกติ และการดูทีวีนั้นทำให้สมรรถภาพทางการเรียนรู้ด้านสมองของเขาลดลง เพราะเขาเรียนรู้ได้แค่ว่า ทีวีเป็นเพียงผู้พูดเขาเป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ทีวีเป็นเพื่อนเด็ดขาด หรือการใช้แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนต่างๆเพื่อสอนลูกนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง นอกจากจะทำให้การกระตุ้นการเรียนรู้ของลูกช้าลงแล้ว  ยังจะทำให้เป็นอันตรายต่อสมองของลูกน้อยเนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์อีกด้วย.

           13.) พยายามหาเพื่อนในการพูดให้เขา ตั
วอย่างเช่น อาจจะเป็นเด็กในรุ่นเดียวกัน อยู่ในวัยเดียวกันกับเขาและใกล้เคียงกัน หรืออาจจะเป็นญาติพี่น้อง(ที่เรามั่นใจและไว้ใจ)ของเรา ถ้าหากห่างสายตาเราเราก็ควรให้ญาติพี่น้องของเรา เป็นคนช่วยในการฝึกพูด หรือการนำเด็กไปนั่งฟังในวงสนทนาของผู้ใหญ่ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้การกระตุ้นการพัฒนาการการพูดของเขาดีขึ้น คุณแม่ควรหาโอกาสอาศัยช่วงเวลาในแ่ละวันเพื่อพาลูกเดินเล่นตามสวนสาธารณะหรือละแวกใกล้บ้าน ที่เป็นเวลาที่แน่นอนในแต่ละวัน เพื่อหาอากาศบริสุทธิ์และกระตุ้นการพูดของเขาเมื่อพบปะผู้คน ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยกระตุ้นตามสัญชาตญาณนั่นเอง.
          14.) วิธีการให้ลูกมองที่ปากตนเอง ไม่
ว่าคุณแม่จะพาลูกไปที่ไหนก็แล้วแต่ ให้ลูกพยายามเรียนรู้ และฝึกการพูดจากการมองปากของคุณแม่ ตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นแมวเดินผ่านเราต้องอธิบายให้ลูกฟังก่อนว่าสิ่งนี้เรียกว่าแมว และให้ลูกดูที่ปากของคุณแม่ว่าสิ่งนี้ต้องพูดคำว่า 'แมว' พูดช้าๆซ้ำกัน 2 ถึง 3 ครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แล้วก็บอกให้ลูกน้อยพูดตาม จะเป็นการกระตุ้นเขา ให้เขารู้จักเรียนรู้ในการพูด และลิ้นลูกจะได้ไม่แข็งอีกด้วย.
           15.) คุณพ่อคุณแม่ควรแบ่งเวลาพูดคุ
ยกับเขาเป็นประจำ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่  โดยใช้วิธีการฝึกพูดให้กลมกลืนกับชีวิตประจําวันที่คุณแม่ทำร่วมกับคุณลูก เพื่อให้คุณลูกสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาจากเรา แต่ในการฝึกสอนนั้นต้องเป็นการพูดที่ซ้ำซ้ำกัน เพื่อให้ลูกสามารถที่จะจับใจความได้แต่ต้องไม่ซ้ำมากจนเกินไป จนเขาแสดงความรู้สึกกลัว หรือรำคาญ หรืออาจใช้วิธีการพูดอย่างชัดช้าๆ เพื่อให้ลูกน้อยรู้ว่าเรารู้สึกยังไง เราทำอะไร และสิ่งใดคืออะไร ทำให้เขารู้สึกว่ามีเพื่อนพูดคุยจนเกิดความมั่นใจและกล้าที่จะพูด ซึ่งวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ทำให้การเรียนรู้ของลูก เป็นการเรียนรู้การฝึกพูดโดยที่ลูกไม่รู้ตัว และรู้จักคุ้นเคยกับการพูดในชีวิตประจำวัน.
 

               นการฝึกให้ลูกพูดนั้น สิ่งที่เกี่ยวโยงกับการฝึกลูกพูดนั้นมีหลายสิ่งหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น พื้นฐานครอบครัวของเรา ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ประกอบอาชีพอะไรและในชีวิตประจำวันพูดคุยกันมากน้อยแค่ไหน ส่วนนี้ก็เป็นส่วนสำคัญในการที่จะส่งเสริมพัฒนาการของลูกได้ หากครอบครัวเราเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด ทำงานเกี่ยวกับบัญชี คอมพิวเตอร์ งานศิลปะ หรือทำงานที่เกี่ยวกับทักษะในการใช้การแสดงออกต่างๆยกเว้นการพูด สิ่งนี้ก็จะทำให้ลูกเรียนรู้ช้าได้เช่นกัน ในการพูดเช่นนั้นพ่อแม่ที่เข้าข่ายครอบครัวลักษณะนี้ ควรฝึกการพูดให้กับลูกให้มีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าครอบครัวทั่วไป หากกรณีที่การพูดของลูกอาจดูช้าเกินไป อาจมีสาเหตุประกอบการหลายอย่าง แต่หากเกิดขึ้นแล้วสิ่งที่ควรทำก็คือ ควรส่งเสริมพัฒนาการของลูกไปในด้านของการแสดงออกทางลักษณะร่างกาย ตัวอย่างเช่น หลานของแอดมินคนหนึ่ง เขาเป็นคนที่พัฒนาการทางการพูดช้ามากและเมื่อพูดออกมาแล้วก็พูดไม่รู้เรื่องและไม่เป็นประโยคเท่าที่ควร ยากต่อการเข้าใจ จนอายุได้ 5 ถึง 6 ขวบก็ยังพูดไม่รู้เรื่อง แต่น่าแปลกว่า เวลาอยู่ที่โรงเรียน ช่วงเขาเล่นกับเพื่อนด้วยความสนุกสนานนั้นเพื่อนๆกลับเข้าใจเขาและเขามีเพื่อนมากกว่าเด็กคนอื่น แม่ของเขากังวลเรื่องการพูดของเขามากเพราะพาไปปรึกษาแพทย์กี่ที่ก็ยังไม่จบ สุดท้ายแล้วคุณแม่เขาได้หาข้อมูลและศึกษาด้วยตนเองจนค้นพบว่า สิ่งที่น่าจะส่งเสริมลูกของเขาได้ก็คือ กิจกรรมที่ไม่ต้องใช้การพูดในการแสดงออก คุณแม่เขาจึงให้เรียนรู้เรื่องการเล่นดนตรี อย่างกรณีนี้คุณแม่ให้ลูกหัดเรียนตีกลองชุด ผลปรากฏว่าได้ผลอย่างชัดเจนและดีเยี่ยมคือ เขามีทักษะที่พัฒนาไวมากในเรื่องของการแสดงออกทางด้านดนตรีซึ่งเป็นการส่งเสริมที่ถูกทาง เพราะเด็กที่มีสมรรถภาพทางการพูดช้านั้นสิ่งที่พิเศษกว่าการพูดคือ ทักษะด้านอื่นเขาจะแสดงออกมามากกว่าปกติ และมากกว่าเด็กทั่วไปที่มีการฝึกพูดอย่างชัดเจนทำให้เด็กพวกนี้เหมือนกับมีพรสวรรค์มาทางด้านในการแสดงออกมากกว่า เป็นต้น นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งวิธีต่างๆนี้คุณแม่ควรเรียนรู้จากลักษณะนิสัยของลูกตนเอง และส่งเสริมให้ถูกด้าน เพื่อจะได้หาวิธีการแก้ไขและสามารถส่งเสริมเขาให้มีคุณภาพและไม่รู้สึกว่ามีปมด้อยทางการพูดต่อไป ซึ่งการพูดนั้นไม่ใช่ดัชนีชี้วัดในการประสบผลสำเร็จของลูกน้อยในชีวิตเขาเสมอไป แต่สิ่งที่เป็นสิ่งชี้วัดในการประสบความสำเร็จของเด็กประเภทนี้นั้นคือ คุณแม่ควรส่งเสริมลูกให้ถูกทาง และเหมาะสมที่จะทำให้เขาแข็งแรงและแข็งแกร่งในการใช้ชีวิตกับสังคมในปัจจุบันให้ดีขึ้นและเติบโตต่อไปในอนาคตได้.

***ข้อควรระวัง
    ไม่ควรพูดเปรียบเทียบเกี่ยวกับการพูดช้าของเขากับเด็กคนอื่นให้เขาได้ยิน เพราะเขาจะคิดว่เป็นปมด้อยจนกลายเป็นเด็กไม่ค่อยพูดและเก็บกดได้ง่าย อีกทั้งจะทำให้เขาไม่เชื่อฟังการสอนของคุณแม่ต่อไป.
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :